SMP ---M1/4
บ้านใหม่ของเราครับ

http://smp234.ispace.in.th/board

การลำเลียงอาหารในพืช

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

การลำเลียงอาหารในพืช

ตั้งหัวข้อ  cakeboy_456 on Tue Jun 23, 2009 8:13 pm

โครงสร้างในประกอบไปด้วย
เซลล์แคมเบียม : จะสร้างไซเลมและโฟลเอมใหม่ขณะที่พืชโตขึ้น
มัดท่อน้ำท่ออาหาร : ประกอบด้วยโฟลเอมแคมเบียมและไซเลม
เนื้อเยื่ออีพิเดอร์มิส : เป็นเซลล์เรียงตัวกันชั้นเดียว ภายนอกลำต้นมีหน้าที่ ป้องกันลำต้นและลดการสูญเสียน้ำ    
โฟลเอม : นำสารละลายอาหารและฮอร์โมนไปทั่วทุกส่วนของพืช
ไซเลม : นำน้ำและแร่ธาตุขึ้นไปที่ใบ
1. อาหารที่พืชสร้างขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ น้ำตาล ซึ่งถูกลำเลียงไปโดยกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารโดยเฉพาะ เรียกว่า โฟลเอม หรือ ท่อลำเลียงอาหาร 2. การลำเลียงอาหารจะลำเลียงจากใบไปยังส่วนต่างๆ ของพืชที่ต้องการใช้อาหาร หรือเพื่อนำไปเก็บสะสมยังแหล่งอาหาร เช่น ราก ลำต้น และหัว โดยอาหารจะแพร่ออกจากท่อลำเลียงอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ โดยตรง 3. ทิศทางการลำเลียงอาหารในท่อโฟลเอมมีทั้งขึ้นและลง 4. อาหารหรือน้ำตาลในพืชจะถูกพืชนำไปใช้ในกระบวนการหายใจ ดังสมการ
C6H12O6 + 6O2 -------6CO2 + 6H2O + พลังงาน
เมื่อพืชทำการสังเคราะห์ด้วยแสงจะได้น้ำตาลซึ่งและสาร
ชนิดอื่นๆ กระบวนการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลในพืชมี 2 ลักษณะ
ดังนี้
1.เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เมื่อพืชเกิดการหายใจ
น้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของพืชส่วนหนึ่งจะรวมกับออกซิเจนที่พืชหายใจเข้าไป ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีได้สารใหม่คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และพลังงาน
น้ำตาล + ก๊าซออกซิเจน

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ + น้ำ + พลังงาน
2.อาหารที่ลำเลียงไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืชจะถูกใช้ไปในการสร้างเซลล์ใหม่
ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของพืช
avatar
cakeboy_456
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 43
คะแนนความดี : 1260
จิตพิสัย : 10
Join date : 16/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แรง

ตั้งหัวข้อ  manaza on Tue Jun 23, 2009 8:17 pm

แรง คืออะไร ในทางวิทยาศาสตร์ คำว่าแรงมีความหมายที่ง่ายและเฉพาะเจาะจง แรง ( Force ) คือ
การผลักหรือการดึง เมื่อวัตถุชิ้นหนึ่งผลักหรือดึงวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง นักเรียนอาจกล่าวได้ว่า วัตถุชิ้นแรกออกแรงกระทำต่อวัตถุชิ้นที่สอง นักเรียนออกแรงกระทำต่อปากกาในขณะที่นักเรียน เขียนหนังสือ นักเรียนออกแรงกระทำต่อหนังสือในขณะยกหนังสือ นักเรียนออกแรงกระทำต่อ ซิปกางเกงในขณะรูดซิป นักเรียนออกแรงกระทำต่อลูกบอลในขณะที่ขว้างลูกบอล นักเรียนออก แรงกระทำต่อรถในขณะที่นักเรียนเข็นรถ และออกแรงกระทำกับตะปูในขณะที่ใช้ค้อนตอกตะปู
ลงไปบนแผ่นไม้

ในทำนองเดียวกับความเร็วและความเร่ง นอกจากนักเรียนจะต้องบอกว่า แรงที่กระทำนั้นมีค่ามากเท่าไรแล้ว นักเรียนยังต้องบอกทิศที่แรงกระทำด้วย เช่น ถ้านักเรียนผลักประตู นั่นคือ นักเรียนกำลังออกแรงใน ทิศตรงข้ามกับในขณะที่นักเรียนดึงมัน

แรงที่ไม่สมดุล
สมมติว่านักเรียนต้องการผลักกล่องที่หนักใบหนึ่งไปตามพื้น ในขณะที่นักเรียนผลักกล่อง นั่นคือ นักเรียนได้ออกแรงกระทำต่อกล่อง ถ้ามีเพื่อนมาช่วยนักเรียนผลัก แรงทั้งหมดที่กระทำต่อกล่องก็คือ ผลรวมของแรงที่นักเรียนและเพื่อนช่วยกันผลัก ถ้าแรงสองแรงกระทำต่อวัตถุในทิศทางเดียวกัน แรงทั้งสองจะรวมเข้าด้วยกัน
รูปที่ 1 แสดงถึงการรวมกันของแรงโดยใช้ลูกศรแทนแรง หัวลูกศรแสดงทิศของแรง ความหนาหรือความกว้าง ของลูกศรแทนขนาดของแรง
+ =

+ =
+ = 0 รูปที่ 1 ในการรวมแรงสองแรงเข้าด้วยกันผลลัพที่ได้อาจจะเท่ากับการบวกกันของแรงทั้สอง ( ภาพบน)
หรือการลบออกจากกัน (ภาพกลาง) หรืออาจหักล้างกันหมดไป (ภาพล่าง)

เมื่อแรงสองแรงกระทำต่อวัตถุในทิศตรงข้ามกัน แรงทั้งสองก็ยังคงรวมกันได้ แต่นักเรียนต้องสนใจ ทิศของแต่ละแรง ด้วย การรวมแรงที่มีทิศตรงกันข้าม ก็เหมือนกับการบวกเลขจำนวนบวกกับจำนวนลบ ดังนั้นการรวมกันของแรงสองแรงที่มีทิศตรงกันข้ามจึงเป็นการลบกัน ถ้าแรงใดแรงหนึ่งมีขนาดมากกว่าอีก แรงหนึ่ง ผลรวมของแรงจะมีทิศเดียวกับแรงที่มี ขนาดมากกว่า

นักเรียนสามารถเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อออกแรงไม่เท่ากันผลักวัตถุในทิศทางตรงข้ามกันดังรูปที่2 รูปที่ 2 ออกแรงไม่เท่ากันผลักวัตถุในทิศทางตรงข้ามกัน โดยใช้ลูกศรแทนแรง หัวลูกศรแสดงทิศของแรง
ความหนาหรือความกว้างของลูกศรแทนขนาดของแร

แรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุได้จากการรวมแรงทุกแรงเข้าด้วยกัน เราเรียกผลรวมของแรงที่กระทำต่อแรงลัพธ์(Net Force ) เมื่อใดที่มีแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ เราเรียกแรงนั้นว่าแรงที่ไม่สมดุล (Unbalance Force ) แรงที่ไม่สมดุลสามารถทำให้วัตถุเริ่มเคลื่อนที่ หยุดเคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได
เมื่อมีแรงที่ไม่สมดุลกระทำกับวัตถุ วัตถุจะเปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนที่ หรือกล่าวได้ว่าแรงที่ไม่สมดุลทำให้วัตถุมีความเร่ง ตัวอย่างเช่น ถ้ามีแรงสองแรงที่ขนาดไม่เท่ากัน และมีที่ตรงข้ามกระทำต่อกล่องใบเดียวกัน กล่องใบนั้นจะมีความเร่งในทิศของแรงที่มีค่ามากกว่า

จากรูปที่ 2 เมื่อแรงสองแรงกระทำต่อวัตถุในทิศทางตรงข้าม แรงลัพธ์คือผลต่างระหว่างแรงทั้งสอง ซึ่งทำให้กล่องเลื่อนไปทางซ้าย

แรงสมดุล
ไม่จำเป็นเสมอไปว่าเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุ แล้วจะทำให้วัตถุเปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนที่
นักเรียนลองพิจารณาแรงในรูปที่ 3 เมื่อแรงสองแรงที่เท่ากันแต่กระทำในทิศตรงข้ามกัน แรงทั้งสอง จะหักล้างกัน ทำให้กล่องไม่เคลื่อนที่

รูปที่ 3 แรงสมดุลกระทำในทิศทางตรงข้ามกัน
แรงขนาดเท่ากันกระทำต่อวัตถุชิ้นเดียวกันในทิศตรงกันข้าม เราเรียกว่า แรงสมดุล ( Balance Force )เนื่องจากแรงหนึ่งสมดุลกับอีกแรงหนึ่ง เมื่อมีแรงสมดุลมากระทำต่อวัตถุ วัตถุจะไม่เปลี่ยนแปลงการ เคลื่อนที่ ถ้านักเรียนรวมแรงซึ่งมีขนาดเท่ากันซึ่งกระทำต่อวัตถุชิ้นเดียวกันแต่ในทิศตรงกันข้าม แรงลัพธ์จะมีค่าเท่ากับศูนย์
avatar
manaza
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 71
คะแนนความดี : 455
จิตพิสัย : 4
Join date : 20/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การสร้างอาหารของพืช

ตั้งหัวข้อ  manaza on Wed Jun 24, 2009 8:54 pm

การสร้างอาหารของพืช


พืช เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้เอง ด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ เข้าช่วย เช่น แสง น้ำ คลอโรฟิลล์ และก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ โดย
- คลอโรฟิลล์ จะทำหน้าที่ดึงดูดพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาช่วยในการปรุงอาหาร
- ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2 ) และ น้ำ (H 2 O) ทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร
- ผลผลิตที่สำคัญจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงก็คือ ออกซิเจน (O 2 ) ซึ่งมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตมาก
- น้ำตาล ( C 6 H 12 O 6 ) เป็นอาหารที่พืชต้องการโดยจะเก็บสะสมรวมกันหลาย ๆ โมเลกุล จนได้เป็นแป้งเก็บไว้ ตามใบ ลำต้น หัว ราก และของพืช

การสร้างอาหารของพืช
avatar
manaza
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 71
คะแนนความดี : 455
จิตพิสัย : 4
Join date : 20/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

pronouns

ตั้งหัวข้อ  manaza on Wed Jun 24, 2009 8:59 pm

Pronouns ( คำสรรพนาม )
Types (ชนิดของคำสรรพนาม)



Pronoun ( คำสรรพนาม ) คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ


  • Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) เช่น I, you, we, he , she ,it, they
  • Possessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ ) เช่น mine, yours, his, hers, its,theirs, ours
  • Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) เป็นคำที่มี - self ลงท้าย เช่น myself, yourself,ourselves
  • Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง ) เช่น this, that, these, those, one, such, the same
  • Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง ) เช่น all, some, any, somebody, something, someone
  • Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เช่น Who, Which, What
  • Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) เช่น who, which, that
1.Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม ) คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
บุรุษที่ 1ได้แก่ตัวผู้พูดI, we
บุรุษที่ 2ได้แก่ผู้ฟัง you
บุรุษที่ 3 ได้แก่ผู้ ที่พูดถึง สิ่งที่พูดถึง he, she. it , they
รูปที่สัมพันธ์กันของคำสรรพนาม

รูปประธาน
รูปกรรม
Possessive Form
Reflexive Pronoun
Adjective
Pronoun
I
me
my
mine
myself
we
us
our
ours
ourselves
you
you
your
yours
yourself
he
him
his
his
himself
she
her
her
hers
herself
it
it
its
its
itself
they
them
their
theirs
themselves
เช่น
I saw a boy on the bus. He seemed to recognize me.
ฉันเจอเด็กคนหนึ่งบนรถประจำทาง เขาดูเหมือนจะจำฉันได้ ( He ในประโยคที่สองแทน a boy และ me แทน I ในประโยคที่หนึ่ง )
My friend and her brother like to swim. They swim whenever they can.
เพื่อนฉันและน้องชายของเธอชอบว่ายน้ำ พวกเขาไปว่ายน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส ( they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ her brother ในประโยคที่ 1 )

การใช้ Personal Pronouns ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักดังนี้
Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น
Please tell him what you want. โปรดบอกเขาถึงสิ่งที่คุณต้องการ ( ตามหลังดำกริยา tell )
Mr. Wilson talked with him about the project.
คุณวิลสัน พูดกับเขาเกี่ยวกับโครงการ ( ตามหลังบุพบท with )

หมายเหตุ ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ เช่น
It was she who came here yesterday.
เธอคนนึ้ ที่มาเมื่อวานนี้ ( ใช้ she เพราะเป็นผู้กระทำ )
It was her whom you met at the party last night.
เธอคนนี้ที่คุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ (ใช้ her เพราะเป็นกรรมของ you met )

2. Possessive Pronouns ( สรรพนามเจ้าของ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำต่อไปนี้
mine,ours, yours, his, hers,its,theirs
The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน
This is yours. อันนี้ของคุณ
His is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว
Theirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
Ours is the green one on the table
. ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ
possessive pronouns มึความหมายเหมือน possessive adjectives แต่หลักการใช้ต่างกัน
This is my book.
นี่คือหนังสือของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )
This book is mine.
หนังสือนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement) ของคำกริยา is )

3. Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า -self form of pronoun ได้แก่
myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself มีหลักการใช้ดังน
ี้


  • ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น ถ้าต้องการเน้นกรรม (object ) ให้วางหลังกรรม เช่น
    She herself doesn't think she'll get the job.
    The film itself wasn't very good but I like the music.
    I spoke to Mr.Wilson himself.

  • วางหลังคำกริยา เมื่อกริยาของประโยคเป็นกริยาที่ทำต่อตัวประธานเอง
    They blamed themselves for the accident.
    พวกเขาตำหนิตนเองในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ( ตามหลังกริยา blamed )
    You are not yourself today.
    วันนี้คุณไม่เป็นตัวของคุณเอง ( ตามหลังกริยา are )
    I don't
    want you to pay for me. I'll pay for myself.
    ฉันไม่อยากให้คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ ฉันจะจ่ายของฉันเอง
    Julia had a great holiday. She enjoyed herselfvery much.
    จูเลียมีวันหยุดที่ดี เธอสนุกมาก
    George cut himself while he was shaving this morning.

    จอร์จทำมีดบาดตัวเองขณะทีโกนหนวดเมื่อเช้านี้
หมายเหตุ ปกติ จะใช้ wash/shave/dress โดยไม่มี myself


  • เมื่อต้องการจะเน้นว่า ประธานเป็นผู้ทำกิจกรรมนั้นเอง
    Who repaired your bicycle for you? Nobody, I repaired it myself.
    ใครซ่อมรถจักรยานให้คุณ. ไม่มีใครทำให้ฉันซ่อมเอง
    I'm not going to do it for you. You can do it yourself.

    ฉันจะไม่ทำ( อะไรสักอย่างที่รู้กันอยู่ ) ให้นะ คุณต้องทำเอง
    By myself หมายถึงคนเดียว มีความหมายเหมือน on my own เช่นเดียวกับคำต่อไปนี้
    on ( my/your/his/ her/ its/our/their ) own มีความหมายเหมือนกับ
    by ( myself/yourself ( singular) /himself/ herself/ itself/
    ourselves/ yourselves(plural)/ themselves )
    เช่น
    I like living on my own/by myself. ฉันชอบใช้ชีวิตอยู่คนเ้ดียว
    Did you go on holiday on your own/by yourself? เธอไปเที่ยววันหยุดคนเดียวหรือเปล่า
    Learner drivers are not allowed to drive on their own/ by themselves.
    ผู้ที่เรียนขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถด้วยตัวเองคนเดียว
    Jack was sitting on his own/by himself in a corner of the cafe.
    แจ๊คนั่งอยู่คนเดียวทีีมุมห้องในคาเฟ

avatar
manaza
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 71
คะแนนความดี : 455
จิตพิสัย : 4
Join date : 20/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

pronouns(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  manaza on Wed Jun 24, 2009 9:00 pm

4. Definite Pronouns หรือ Demonstrative Pronouns คือสรรพนามที่บ่งชี้ชัดเจนว่าใช้แทนสิ่งใด เช่น
this, that, these, those, one, ones, such, the same, the former, the latter

That is incredible! นั่นเหลือเชื่อจริงๆ (อ้างถึงสิ่งที่เห็น)
I will never forget this. ฉันจะไม่ลืมเรื่องนี้เลย (อ้างถึงประสบการณ์เมื่อเร็วๆนี้)
Such is my belief. นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อ (อ้างถึงสิ่งที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ )
Grace and Jane ar good girls. The former is more beautiful than the latter.
เกรซและเจนเป็นเด็กดีทั้งคู่ แต่คนแรก (เกรซ)จะสวยกว่าคนหลัง (เจน)

5.Indefinite Pronouns ( สรรพนามไม่เจาะจง ) หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนนามได้ทั่วไป มิได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าแทนคนนั้น คนนี้ เช่น

everyone everybodyeverythingsomeeach
someonesomebodyallanymany
anyoneanybodyanything eitherneither
no onenobodynothingnoneone
moremostenoughfewfewer
littleseveralmoremuchless
Everybody loves somebody. คนทุกคนย่อมมีความรักกับใครสักคน
Is there anyone here by the name of Smith? มีใครที่นีชื่อสมิธบ้าง
One should always look both ways before crossing the street. ใครก็ตามควรจะมองทั้งสองด้านก่อนข้ามถนน
Nobody will believe him. จะไม่มีใครเชื่อเขา
Little is expected. มีการคาดหวังไว้น้อยมาก

We, you, they ซึ่งปกติเป็น personal pronoun จะนำมาใช้เป็น indefinite pronoun เมื่อไม่เจาะจง โดยมากใช้ในคำบรรยาย คำปราศัย เช่น
We should prepare ourselves to deal with any emergency. เรา ( โดยทั่วไป) ควรจะเตรียมพร้อมไว้เสมอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน)
You sometimes don't know what to say in such a situation. บางครั้งพวกคุณก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น.
6. Interrogative Pronouns ( สรรพนามคำถาม ) เป็นสรรพนามที่แทนนามสำหรับคำถาม ได้แก่ Who, Whom, What, Which และ Whoever, Whomever,Whatever,Whichever เช่น
Who want to see the dentist first? ใครอยากจะเข้าไปหาหมอฟันเป็นคนแรก? ( who ในที่นี้เป็นประธาน )
Whom do you think we should invite? เธอคิดว่าเราควรจะัเชิญใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )
To whom do to wish to speak ? เธออยากจะพูดกับใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )
What did she say? เธอพูดว่าอะไรนะ? ( what เป็นกรรมของกริยา say )
Which is your cat ? แมวของเธอตัวไหน? ( which เป็นประธาน )
Which of these languages do you speak fluently? ภาษาไหนในบรรดาภาษาเหล่านี้ที่คุณพูดได้คล่อง? ( which เป็นกรรมของ speak )

หมายเหตwhich และ what สามารถใช้เป็น interrogative adjective และ who, whom , which สามารถใช้เป็น relative pronoun ได้
7. Relative Pronouns ( สรรพนามเชื่อมความ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวมาแล้วในประโยคข้างหน้า และพร้อมกันนั้นก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคทั้งสอง ให้เป็นประโยคเดียวกัน เช่นคำต่อไปนี้ who, whom, which whose ,what, that , และ indefinite relative pronouns เช่น whoever, whomever,whichever, whatever
Children who (that) play with fire are in great danger of harm.
The book that she wrote was the best-seller
He's the man whose car was stolen last week.
She will tell you what you need to know.
The coach will select whomever he pleases.
Whoever cross this line will win the race
.
You may eat whatever you like at this restaurant.
avatar
manaza
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 71
คะแนนความดี : 455
จิตพิสัย : 4
Join date : 20/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ระบบย่อยอาหาร

ตั้งหัวข้อ  manaza on Thu Jun 25, 2009 8:03 pm

ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ
ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร
การย่อยอาหาร เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
การย่
อยมี 2 ลักษณะคือ
1.
การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) คือ อาหารที่ถูกฟันบดเคี้ยวทำให้มีขนาดเล็กลงแต่ยังไม่สามารถแปรสภาพอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลง
2.
การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) คือ อาหารเหล่านี้จะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลให้เล็กลงไปอีกโดยเอนไซม์ในน้ำลาย จะมีน้ำย่อยอยู่
การย่อยอาหารจะเริ่มตั้งแต่อาหารเข้าสู่ร่างกายโดยผ่าน ปาก ลิ้น ฟัน ต่อจากนั้นอาหารจะถูกลืนผ่านลำคอไปตามอวัยวะต่าง ๆ
avatar
manaza
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 71
คะแนนความดี : 455
จิตพิสัย : 4
Join date : 20/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: การลำเลียงอาหารในพืช

ตั้งหัวข้อ  cakeboy_456 on Fri Jun 26, 2009 8:36 pm

avatar
cakeboy_456
เด็กมัธยม

จำนวนข้อความ : 43
คะแนนความดี : 1260
จิตพิสัย : 10
Join date : 16/06/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ